ปฏิทิน ^ ^ ของผมเองคร้าบบบบ

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ปลอบใจไม่เป็น (ปลอบใจให้เป็น)



เชื่อว่ามีคนไม่มาก ที่สามารถปลอบใจคนทุกคนได้ดีในทุกเรื่อง แต่มีหลายคนที่ไม่รู้จะปลอบใจคนอื่นอย่างไร การให้กำลังใจเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ไม่ง่าย แต่ถ้าถาม พี่มิ้ง จริงๆ มันมีหลักของมันที่ง่ายนิดเดียว อยากมาลองปลอบใจใครดูไหมล่ะน้องๆ
     หลักง่ายๆ ของการปลอบใจ คือ...
     รู้สึกอยากปลอบจริงๆ
     การจะปลอบใจที่สุดยอดที่สุด คือการปลอบมาจากใจ ถ้าเรารู้สึกห่วงใยคนคนนั้นจริง สิ่งต่างๆ หรือวิธีการจะออกมาเองโดยธรรมชาติ โดยที่เราไม่ต้องคิดเลย
     เอาใจเขาใส่ใจเรา
     ยังเน้นในเรื่องของความรู้สึก เนื่องจากความรู้สึกแสดงผลลัพท์ออกมาได้จริงใจที่สุด ลองจินตนาการถึงเรื่องราวของเขา แล้วนึกว่ามันเกิดขึ้นกับเรา เราก็จะเข้าใจความรู้สึกนั้นได้ แม้ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

     ให้คำแนะนำการแก้ปัญหาดีๆ
     การให้คำชี้แนะแนวทาง ทำให้คนที่กำลังตกอยู่ในความกังวล และไม่รู้จะทำอย่างไร มีกำลังใจขึ้นมา เป็นวิธีการปลอบใจแบบสร้างสรรค์ ที่ทำให้ความหวังเกิดขึ้นใจในได้ดี
     ไม่จำเป็นต้องเป็นคำดีๆ เสมอไป
     หลายคนเข้าใจว่าการปลอบใจอาจต้องเป็นคำดีๆ อย่าง "วันพรุ่งนี้ยังมีหวังเสมอ" แต่บางสถานการณ์อย่างเพื่อนผู้ชายปลอบใจกัน การให้กำลังเบาๆ ซึ้งๆ ก็ดูจะขัดไปหน่อย การปลอบใจแบบตรง และจริงใจอย่างบางทีก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

 
     สัมผัส
     ภาษากายบางครั้งสามารถถ่ายทอดกำลังใจได้มากกว่าคำพูดเป็นล้านๆ คำ ไม่ว่าจะเป็นการเอามือแตะที่บ่า การนั่งข้างๆ กุ่มมือ หรือการกอด เป็นการส่งตรงพลังโดยตรง ซึ่งคนคนนั้นต้องรับรู้ถึงความหวังดีนี้แน่นอน

     ไม่ต้องปลอบใจ
     เป็นวิธีที่ให้เวลาเป็นตัวแปรสำคัญ การปล่อยให้คนที่กำลังเศร้าได้ใช้เวลาไปกับตัวเอง ทำให้ความคิดเขาสามารถนิ่งได้ด้วยตัวเอง โดยที่อาจช่วยเพียงการไปอยู่เป็นเพื่อน หรืออยู่ข้างๆ เท่านั้น

     ในเมื่อความผิดหวังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เกิดขึ้นได้ไม่ว่ากับใคร หลักของการปลอบใจคนอื่นเหล่านี้ ต้องถูกนำมาใช้แน่นอน มาถึงตรงนี้ น้องๆ ปลอบใจใคร เป็นหรือยังครับ
เครดิต : www.dek-d.com

9 กฎหมายสุดแปลกรอบโลก

  ไม่ว่าจะเป็นเมือง หรือประเทศล้วนแล้วแต่ต้องมีกฎหมายเป็นตัวช่วยควบคุมพฤติกรรมของประชาชนให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่กฎหมายบางข้อก็อาจจะดูแปลกไปสักนิด เหมือนกับข้อนี้ ที่จะทำให้น้องๆ อึ้ง และแปลกใจว่านี่ใช่กฎหมายจริงๆ รึเปล่า แต่พี่ปัดว่ามันคือกฎหมายจริงๆ จ้ะ



               ห้าม!! จูบในที่สาธารณะ :: ไม่ว่าบรรยากาศของสถานที่จะสวยงามหรือดึงดูดใจขนาดไหน แต่สำหรับที่ประเทศดูไบแล้ว ห้ามจูบในที่สาธารณะเด็ดขาด ใครที่ฝ่าฝืนก็ต้องเข้าไปนอนตีพุงอยู่ในคุกแทน


               ห้าม!! เคี้ยวหมากฝรั่ง :: น้องๆ คนไหนที่ชอบเคี้ยวหมากฝรั่ง ไม่ว่าจะยามดูหนัง ฟังเพลง หลังกินอาหารเสร็จ ฯลฯ พี่ปัดขอเตือนว่าห้ามไปเคี้ยวที่สิงคโปร์นะจ๊ะ เพราะมันเป็นเรื่องผิดกฎหมายของที่นี่

               ห้าม!! กดชักโครกหลัง ทุ่ม :: อ่านไม่ผิดหรอกจ้ะ ที่สวิตเซอร์แลนด์มีกฎหมายข้อนี้จริงๆ แถมยังห้ามผู้ชายยืนปัสสาวะหลัง ทุ่มอีกด้วย ดังนั้นถ้าผู้ชายคนไหนตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อเข้าห้องน้ำก็อย่าลืมนั่งปัสสาวะด้วยนะจ๊ะ

               
ห้าม!! กินกระเทียมแล้วขึ้นรถเมล์ :: อย่างที่รู้กันดีว่ากลิ่นของกระเทียมนั้นจะทำให้เกิดกลิ่นปากโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นทางมลรัฐอินเดียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงได้ออกกฎหมายห้ามผู้ที่กินกระเทียมขึ้นรถเมล์ เพราะกลิ่นของมันจะไปรบกวนผู้อื่น

               
ห้าม!! จอดหรือหยุดรถจักรยาน :: สาธารณะประชาชนจีน ถือว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่นิยมใช้รถจักรยานกันเป็นอย่างมาก ดังนั้นที่นี่จึงได้ออกกฎหมายห้ามจอดหรือหยุดรถจักรยานบนทางเท้า ถ้าหนุ่มตี๋ สาวหมวยคนไหนฝ่าฝืนก็ต้องจ่ายเงินค่าปรับเป็นจำนวน หยวน



                ห้าม!! ตั้งชื่อ Napoleon :: จะตั้งชื่อหมู อู๊ด อู๊ด ว่า ขาว ดำ แดง ฯลฯ ก็ตั้งไป แต่ห้ามตั้งชื่อ Napoleon เด็ดขาด เพราะประเทศฝรั่งเศสเขาออกกฎหมายว่าห้ามตั้งชื่อหมูว่า Napoleon


               ห้าม!! ตดหลัง โมงเย็น :: น้องๆ คนไหนที่รู้สึกอยากจะปล่อยแก๊สกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ออกมาล่ะก็ พี่ปัดขอเตือนว่าห้ามไปปล่อยที่ที่มลรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกานะจ๊ะ เพราะที่มลรัฐนี้เขามีกฎหมายห้ามตดในที่สาธารณะหลัง โมงเย็น ทุกวันพฤหัสบดี

               ห้าม!! ล้างรถ :: วันอาทิตย์วันสบายๆ ที่ใครหลายคนชอบที่ล้างและทำความสะอาดรถให้กลับมาสวยเหมือนเดิม หลังจากที่มันได้ผ่านสมรภูมิการเลอะโคลน และเปื้อนฝุ่นมาอย่างหนัด แต่ที่สวิตเซอร์แลนด์แล้วเขามีกฎหมาห้ามล้างรถในวันอาทิตย์

               
ห้าม!! ลืมรับใบเสร็จ :: เคยลืมรับใบเสร็จไหมจ๊ะ พี่ปัดเคยลืมเหมือนกันจ้ะในช่วงเวลารีบๆ แต่ขอบอกว่าที่ประเทศอิตาลีแล้วเขามีกฎหมายออกมาว่าห้าม!! ลืมรับใบเสร็จเด็ดขาด ใครที่ลืมก็ต้องโดนปรับสูงสุดถึง 15,000 ยูโรเลยนะจ๊ะ

ช่างเป็นกฎหมาย ข้อที่แปลกจริงๆ
แต่กฎหมายก็เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนต้องรู้จักนำมาปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
สังคมจะสงบสุขและน่าอยู่ถ้าเราทำตามกฎหมาย


เรคดิต : www.dek-d.com

5 วิธีคลายเศร้าให้เพื่อนรัก

 กริ๊ง กริ๊ง “ ฮัลโหล แกฉันไม่ไหวแล้ว ทำไมชีวิตฉันต้องเจอเรื่องแย่ๆ แบบนี้ด้วย แล้วแบบนี้ฉันจะทำยังไงต่อไปดี...” ถ้าเพื่อนรักของน้องๆ โทรมาปรับทุกข์กับเราแบบนี้แล้ว คงต้องเป็นหน้าที่ของอัศวินขี่ม้าขาวอย่างเรา ที่ต้องช่วยกอบกู้ ความร่าเริง สดใสของเพื่อนรักให้กลับมาโดยด่วนแล้ว ซึ่งนอกจากจะรับบทเป็นพี่อ้อยพี่ฉอดเฉพาะกิจ คอยรับฟังปัญหาและช่วยคิดหาทางออกดีๆ ให้เพื่อนรักแล้ว
          น้องๆ  ยังต้องคิดหาวิธีคลายเศร้าให้เพื่อนรักอีกด้วย และในวันนี้พี่ปัดก็มี "วิธีคลายเศร้าดีๆ" มาฝากกันด้วยจ้ะ ซึ่งแต่ละข้อนั้นก็สามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเพื่อนรักเราได้อย่างง่ายๆ เลย งั้นอย่ารอช้าตามพี่ปัดมาดูกันเลยดีกว่า...



    • พาเข้าครัวไปโขลกสับให้แหลก :: วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากออกไปผ่อนคลายนอกบ้าน เพราะหน้าตาเป็นหมีแพนด้ามากๆ เนื่องจากร้องไห้หนักมาตลอดทั้งคืน ดังนั้นก็พาเพื่อนรักเข้าครัวดีกว่า ไปหยิบพริกกับกระเทียมใส่ครก ตำให้แหลก หยิบหมูมาสับให้ละเอียด ผัดลงกระทะให้หอมฉุน แค่นี้ก็ระบายความเศร้า แถมยังได้เมนูอาหารจานอร่อยไว้กินกันตามประสาเพื่อนฝูงอีกด้วย

    • พาไปทำกิจกรรมให้มันหลุดโลกไปเลย :: วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่พลังเหลือเฟือ ชอบกิจกรรมลุยๆ โลดโผน ลองพาเพื่อนรักไป กระโดดบันจี้จัมพ์, แข่งรถในสนามแข่ง (ห้ามพาไปแข่งบนถนนเด็ดขาด), นั่งรถไฟเหาะตีลังกา ฯลฯ รับรองว่าได้กรี้ดปลดปล่อยคลายเศ้ราแน่นอนจ้ะ แต่ถ้าจะให้ดี อย่าลืมเตรียมยาดม ยาอม ยาหม่องมาเผื่อไว้ด้วยนะจ๊ะ

    • พาไปเที่ยวพักผ่อนให้สบายใจ :: วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบดื่มด่ำกับบรรยากาศ เพื่อไม่ให้คิดหรืออยู่แต่ในสถานที่เดิมๆ ก็ชวนเพื่อนรักไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัดเลยจ้ะ โดยอาจจะเป็นการปีนเขาไปชมความสวยงามของธรรมชาติ ไปดำน้ำดูชีวิตความเป็นอยู่ของเหล่าปลา และสีสันที่สวยงามของปะการัง หรือไปเล่นน้ำตกให้ใจรู้สึกเย็นสบาย



    • พาไปกินอาหารจานอร่อย :: วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบชิมอาหารเป็นที่สุด ลองพาเพื่อนรักไปกินอาหารให้สมองและใจได้ลิ้มรสถึงความอร่อย ที่เมื่อกินเข้าไปวางช้อนไม่ได้จริงๆ แต่อย่าชวนกันกินเพลินจนน้ำหนักพุ่งนะจ๊ะ เพราะเดี๋ยวจะกลับมาเครียดเรื่องลดน้ำหนักแทน

    • พาไปร้องคาราโอเกะให้มันส์สุดๆ :: วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบในเสียงเพลงเป็นทุนเดิม แทนที่จะนอนเปิดเพลงเศร้า เคล้าน้ำตาฟังอยู่คนเดียว  ก็รีบคว้าไมค์แล้วส่งให้เพื่อนรักโดยด่วน แต่ควรเลือกเพลงที่จังหวะสนุกๆ มาร้องและเต้นตามให้มันส์ไปเลย แต่ขอเตือน!! ว่าห้ามเลือกเพลงเศร้าเคล้าน้ำตาหรือเนื้อหากระแทกอารมณ์เด็ดขาด มิเช่นนั้น แทนที่ความเศร้าจะจางหายไป กลับยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ความเศร้าเพิ่มขึ้นไปอีก

      เครดิต :  www.dek-d.com

3 เรื่องที่คนถนัดซ้ายควรรู้

   สมอง ถือว่าเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าหัวใจ หรืออวัยวะอื่นๆ ในร่างกายเลย โดยสมองจะแบ่งออกเป็นซีกซ้าย – ซีกขวา ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ซีกซ้ายจะมีหน้าที่ในการวิเคราะห์ คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และรับรู้เรื่องภาษา ส่วนซีกขวาจะมีหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ ซึ่งในวันนี้พี่ปัดก็มี 3 เรื่อง ของคนถนัดซ้ายมาบอกให้น้องๆ  ได้รู้กันด้วยจ้ะ

จริงหรือไม่? ที่คนถนัดซ้ายมักจะซุ่มซ่ามอยู่เสมอ
           ใครหนอช่างใจร้ายมาว่าคนถนัดซ้ายว่าเป็นคนซุ่มช่ามได้ จริงๆ แล้วสาเหตุที่คนถนัดซ้ายมักจะหยิบหรือจับสิ่งของต่างๆ ไม่ถนัดนั้นเป็นเพราะสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กรรไกร นาฬิกา ที่เปิดขวด พิมพ์ดีด เลื่อน ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ถูกออกแบบมาให้คนถนัดขวาใช้ทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนถนัดซ้ายจะหยิบ หรือจับสิ่งของแล้วมีอาการติดขัด หรือรู้สึกเกร็งๆ บ้าง

จริงหรือไม่? ที่คนถนัดซ้ายจะอายุสั้นกว่าคนทั่วไป 9 ปี
         ขอตอบแบบเสียงดัง ฟังชัดเลยจ้ะว่า ไม่จริง เพราะ S. Cohen แห่งมหาวิทยาลัย British Columbia ประเทศแคนาดา ได้ทำการตีพิมพ์ผลงานวิจัยของเขาเรื่อง ซ้ายอันตราย ลงในวารสาร New England Journal of Medicine ว่าในปัจจุบันนี้ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้หรือยืนยันได้ว่าเรื่องนี้เป็นจริงเลย ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนถนัดซ้ายเกิดอุบัติเหตุได้บ่อยนั้น เป็นเพราะอุปกรณ์เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้คนถนัดขวาได้ใช้มากกว่าจ้ะ แต่พี่ปัดขอกระชิบบอกคนถนัดซ้ายอีกนิดว่าคุณอาจจะมีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะและลำไส้ได้บ้างนะจ๊ะ
จริงหรือไม่? ที่คนถนัดซ้ายจะมีความทะเยอทะยาน และประสบความสำเร็จ
           อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะจ๊ะ ว่าสมองจะสั่งการตรงข้ามกับด้านที่เราถนัด ดังนั้นในกรณีของคนที่ถนัดซ้าย สมองซีกขวาก็จะทำงานมากกว่าสมองซีกซ้าย ซึ่งสมองซีกขวามีหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ จึงทำให้คนถนัดซ้ายนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างสรรค์และต่อยอดในการทำงานด้านต่างๆ
           ยังไม่หมดแค่นี้นะจ๊ะ พี่ปัดยังมีเกร็ดความรู้ดีๆ มาฝากอีกนิด บนโลกใบนี้ของเรามี “วันสากลคนถนัดซ้าย” ด้วย ฟังไม่ผิดหรอกจ้ะโดยวันสากลคนถนัดซ้าย จะตรงกับวันที่ 13 สิงหาคมของทุกปี เริ่มต้นมีครั้งแรกในปี ค.ศ. 1976 โดยกลุ่มชาวสหรัฐอมริกากลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้ ประธานาธิบดีบารัค โอบมา ผู้นำของประเทศสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบันก็ยังเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ถนัดซ้ายด้วยนะจ๊ะ


ไม่ว่าจะเป็นคนถนัดซ้าย หรือถนัดขวา ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ขอเพียงเรารู้จักใช้สมองทั้งสองซีก ให้ผสมผสาน และสมดุลกัน
ทั้งในเรื่องของการคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์จินตนาการ และรู้จักนำสิ่งดีๆ เหล่านั้น
แสดงออกมาให้คนอื่นได้เห็นถึงความสามารถที่มีอยู่ในตัวเราก็เพียงพอแล้ว
เครดิต : www.dek-d.com

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

10 ของใช้ใกล้ตัวที่สะสมเชื้อโรคไว้มากที่สุด!!

 ถ้าหากจะพูดถึงสิ่งสกปรกที่อยู่รอบๆ ตัวเรา หรือพูดถึงสถานที่ที่สกปรกเต็มไปด้วยเชื้อโรค ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่เรานึกถึงคงไม่พ้นลูกบิดประตูในห้องน้ำ หรือราวจับบนรถประจำทาง ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกค่ะ สิ่งของพวกนั้นมันก็มีเชื้อโรคแฝงอยู่จริงๆ นั่นแหละ แต่พี่เหมี่ยวจะบอกให้นะคะว่าจริงๆ แล้วเชื้อโรคและความสกปรกอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด บางทีก็แฝงอยู่กับของใช้ส่วนตัวที่เราใช้อยู่เป็นประจำทุกวันก็ได้ ...

     ไม่เชื่อก็ลองมาดู "10 ของใช้ใกล้ตัวที่สกปรกที่สุด" ดูแล้สิคะ ... อ่านแล้วจะสยอง -..-*



>> ฟองน้ำล้างจาน
     ด้วยวัสดุและรูป ลักษณ์ของมันที่เต็มไปด้วยรูพรุนที่สามารถใหน้ำ อากาศ ออกซิเจน เศษอาหารเข้าไปอาศัยอยู่ จึงเป็นแหล่งชุมชนแออัดของเหล่าเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี แล้วคิดดูสิคะว่า ฟองน้ำที่เราใช้ล้างจานอยู่ที่บ้านทุกวันนั้นจะสกปรกแค่ไหน (-*-) ... อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ เราสามารถทำความสะอาดฟองน้ำให้ปราศจากเชื้อโรคได้โดยวิธีง่ายๆ คือ เอาไปต้มหรือให้ความร้อนผ่านไมโครเวฟซัก 60 วินาที แค่นี้ก็จัดการกับเชื้อโรคตัวร้ายได้แล้วล่ะ

>> อ่างล้างจาน
     เชื่อรึเปล่าคะว่า บริเวณอ่างล้างจานในบ้านเรา แต่ละตารางนิ้วนั้นมีเชื้อโรคอาศัยอยู่ถึง 500,000 ตัว OMG!!! ตายแล้วน่ากลัวมากๆ ... วิธีทำความสะอาดขจัดคราบที่คู่ควรกับตัวเลขห้าแสนนี้ ก็คือ ใช้โซดาไฟหรือน้ำส้มสายชูราดทำความสะอาดมันซะ แล้วตามด้วยน้ำเปล่าตามไปอีกที


>> อ่างอาบน้ำ
     คิดไม่ถึงล่ะสิว่า ที่นี่จะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเหมือนกัน ก็แหม คิดดูสิคะ ถ้าเราแช่น้ำในอ่างทุกวันคราบความสกปรกจากร่างกายเราก็ไปติดอยู่ที่อ่างมาก มาย และถ้าเราไม่หมั่นทำความสะอาดล่ะก็ รับรองได้เลยค่ะว่าอ่างอาบน้ำของเราจะเป็นฟาร์มเพราะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดี เลยทีเดียว ... วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรทำความสะอาดมันสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อยนะคะ

>> รีโมททีวี
     กดกันได้กดกันดี เป็นอุปกรณ์ประจำบ้านที่กดกันทั้งครอบครัว แต่เชื่อเถอะค่ะว่า กว่า 90% เรามักจะไม่ได้ทำความสะอาดมันทั้งๆ ที่เราออกจะหยิบสอยใช้มันออกจะบ่อย ทำความสะอาดบ้านครั้งหน้าก็อย่าลืมหยิบรีโมทไปเช็ดถูกันบ้างนะคะ 
  
>> ตะกร้าช้อปปิ้ง
     เป็นสิ่งของที่ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็น ของสด ของแห้งจากตลาด หรือความสกปรกจากพื้นเวลาที่เราวางตระกร้า สาระพัดสาระเพเชื้อโรคจากทั่วทุกสารทิศก็มารวมกันอยู่ที่ตระกร้าใส่ของที่เราใช้อยู่ทุกวันนี่ล่ะค่ะ -*-

>> ฝาที่นั่งชักโครก
     ฝาชักโครกที่บ้านเราอาจจะสะอาด(ประมาณนึง) เพราะเราทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ แต่ฝาชักโครกสาธารณะตามสถานที่ต่างๆ นี่สิคะน่ากลัวเป็นที่สุด โดยมีรายงานระบุว่า ทุกตารางนิ้วบนฝานั่งชักโครกมีเชื้อโรคอาศัยอยู่ถึง 295 ตัว -*- 

>> โทรศัพท์มือถือ
     เดี๋ยวหยิบมาโทรคุย เดี๋ยวหยิบมาดูหนังฟังเพลง เดี๋ยวหยิบมาเล่นเกมส์ ... เชื่อไหมคะว่าโทรศัพท์มือถือที่เราใช้กันอยู่ประจำในชีวิตประจำวันนั้น เพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยความเจริญของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิอุ่นๆ เหมือนร่างกายมนุษย์ที่เชื้อโรคชอบ พร้อมซอกซอยร่องหลืบง่ายต่อการกบดานหลบหนี และยังเต็มไปด้วยโภชนาการและอาหารจากน้ำลายและขี้ไคลมนุษย์(แหวะ!!) แค่คิดก็สยองแล้วล่ะค่ะ 



>> คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์
กินข้าว กินขนม แต่งหน้า หวีผม หรือบางคนก็เม้าท์พ่นไฟแชทหน้าเวบแคม รู้รึเปล่าคะว่าคีย์บอร์ดนั้นเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีเลยทีเดียวล่ะค่ะ โดยเฉพาะเศษอาหาร ผิวหนัง เหงื่อไคลต่างๆ ที่ผู้ใช้คอมทำตกลงไปในคีย์บอร์ด -*- ซึ่งหลายคนก็ไม่ค่อยสนใจหรอกค่ะ เพราะว่าส่วนใหญ่ความสกปรกต่างๆ มันจะตกลงไปในร่องคีย์บอร์ด ทำให้ยากต่อการมองเห็นว่าสกปรกและยากต่อการทำความสะอาด ทำให้ไม่มีใครสนใจจะทำความสะอาดกันเท่าไหร่นัก จึงทำให้คีย์บอร์ดกลายเป็นแหล่งหมักหมมเพาะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดี รายงานระบุว่าคีย์บอร์ดที่ได้รับการสำรวจนั้นสกปรกกว่าฝานั่งชักโครกถึง 40 เท่าเลยทีเดียว OMG!!!!

>> สวิตช์เปิด
จะบอกให้นะคะว่าเชื้อโรคมักจะไปสะสมอยู่ตามปุ่มสวิทปิดเปิดไฟที่ต้องกดกันอยู่ทุกวัน ผู้เชี่ยวชาญเผยว่าทุกๆ ตารางนิ้วบนสวิตช์ไฟที่เราเอานิ้วไปโดน เชื้อโรคสามารถย้ายสำมโนครัวตามติดมือไปได้ถึง 217 ตัวเลยล่ะค่ะ



>> เงิน ได้แก่ ธนบัตร เหรียญ
     มีเงินเรียกน้อง มีทองเรียกพี่ แต่มีเชื้อโรคอยู่แบบนี้เขาเรียกว่า หายนะ ค่ะ!!! ... แบงค์ที่เราหยิบจ่ายซื้อของกันอยู่ทุกวันนี้ มีเชื้อโรคอยู่ประมาณ 135,000 ตัว และพวกเราทุกคนก็มีโอกาสที่จะได้รับเชื้อโรคนั้นกันอยู่ทุกครั้งที่จับแบงค์ ตายแล้ว แล้วแบบนี้จะทำยังไงกันล่ะคะ T^T

     ... เชื้อโรคร้ายใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดจริงๆ ด้วยล่ะค่ะ แบบนี้เราคงจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของความสะอาดมากขึ้นแล้ว ทางที่ดีไปไหนมาไหนพกเจลล้างมือติดกระเป๋าไว้ ไปจับไปสัมผัสอะไรถ้าไม่แน่ใจเรื่องความสะอาดก็จัดการล้างมือฆ่าเชื้อไว้ก่อน วิธีนี่ก็น่าจะช่วยได้นะคะ

กินลดความเครียดอย่างไรให้ถูกวิธี

 สภาวะความเครียด เป็นสภาวะปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกวัน เพราะในแต่ละวันเราต้องเจอกับเหตุการณ์หลายๆ อย่าง ซึ่งบางครั้งอาการเครียดในแต่ละวันเมื่อสะสมเอาไว้มากๆ ก็อาจจะเป็นบ่อเกิดของอาการป่วยได้มากมายหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดต่างๆ ปวดหัว ปวดหลัง ปวดไหล่ ท้องไส้ปั่นป่วน อาหารไม่ย่อย ปวดกระเพาะ ท้องผูก นานไม่หลับ หรือในรายที่มีอาการเครียดสะสมมากๆ อาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้ และที่ร้ายแรงที่สุดคือ ความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้มให้เกิดโรคมะเร็งได้



     ... มีหลายคนบอกว่า ถ้าหากตกอยู่ในสภาวะเครียดแล้ว การผ่อนคลายที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งนั้นคือ"การกิน" ซึ่งตามหลักโภชนาการบ่งชี้ว่า เวลาเครียด ระบบฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายจะเสียสมดุล สารอาหาร และพลังงานที่สำรองไว้ถูกดึงมาใช้จนหมด ด้วยสาเหตุนี้ร่างกายจึงต้องการวิตามินและเกลือแร่เสริม ดังนั้นในการเลือกรับประทานอาหาร เราควรเลือกทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี เพื่อเสริมระบบภูมิต้านทานและบำรุงระบบประสาทของร่างกาย โดยเฉพาะวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยผลิตสารเคมีในสมอง พบมากในเมล็ดทานตะวัน ปลาทูน่า แซลมอน ข้าวกล้อง และกล้วย 


    


      อาการอีกอย่างที่จะเกิดขึ้นเมื่อสภาวะความเครียดมาเยือนคือ กล้ามเนื้อในร่างกายของเราจะเกร็งโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นจำเป็นอย่างมากที่จะต้องรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและแมกนีเซียม เพราะแร่ธาตุทั้งสองชนิดนี้จะช่วยควบคุมการทำงานของระบบประสาท และช่วยให้กล้ามเนื้อหายเกร็ง อาหารที่มีแคลเซียมสูงจะสามารถหารับประทานได้ง่ายๆ เช่น ถั่วเหลือง เต้าหู้ ปลาตัวเล็กๆ และโยเกิร์ต (กินได้ไม่อ้วนแถมยังมีประโยชน์ด้วยนะจะบอกให้)

     การที่เราเลือกรับประทาน อาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยก็จะช่วยลดอาการตึงเครียดได้เช่นกัน โดยมีผลงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า การที่เรารับประทานอาหารประเภทมังสวิรัติ จะช่วยลดระดับความเครียดลงได้ เช่นเดียวกับอาหารที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหาร ซึ่งจะช่วยให้เรารู้สึกสบายท้อง และช่วยลดอาการท้องผูก รวมไปถึงอาหารเครียดเกร็งต่างๆ ได้อีกด้วยล่ะค่ะ 

     การรับประทานข้าวกล้อง นม กล้วย เนื้อสัตว์ปีกต่างๆ และถั่ว ช่วยได้ค่ะ เพราะอาหารกลุ่มนี้จะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเซโรโทนิน ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและหลับสบาย ขณะเดียวกันก็ควรทานผักผลไม้สดซึ่งมีวิตามินซี อย่างเช่น บร็อกโคลี่ ส้ม ฝรั่ง และกะหล่ำปลี เพื่อชดเชยวิตามินซี ที่สูญเสียไปอย่างรวดเร็วจากอาการเครียดที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

     และนอกจากการเลือกรับประทานอาหารจะช่วยลดอาการตึงเครียดได้แล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกิน ก็จะช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคเครียดได้ด้วย โดยวิธีง่ายๆ ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินก็คือ



     1. ตามหลักโภชนาการแล้ว เราควรรับประทานอาหารเช้าภายในครึ่งชั่วโมงหลังตื่นนอน อาหารเช้าจะช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในแต่ละวัน เพื่อส่งพลังงานไปเลี้ยงสมอง ซึ่งจะส่งผลดีทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิในการทำงาน

     2. ในมื้อเช้าสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ "กาแฟ" เพราะการดื่มกาแฟตอนท้องว่างจะทำให้ร่างกายเฉื่อยชาและง่วงนอนทั้งวัน 

     3. สำหรับผู้ที่รู้ว่าตัวเองตกอยู่ในสภาวะเครียด สิ่งที่ควรเลี่ยงคือ การดื่มกาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ต่างๆ รวมทั้งอาหารที่ย่อยยาก เช่น เนื้อสัตว์ ของทอด ของหมักดอง เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร บวกกับสภาวะเครียดซึ่งกระตุ้นให้มีแก๊สในกระเพาะอาหารมากอยู่แล้ว ดังนั้นหากเราบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สมากขึ้นไปอีก อาจทำให้ร่างกายของเราแย่กว่าเดิม

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

10 เรื่องแปลกๆ วันวาเลนไทน์

   
วาเลนไทน์ ใกล้ จะมาถึงแล้ว เป็นบ้างจ๊ะสาวๆ ตื่นเต้นกันไหมเอ่ย คงจะต้องถามเฉพาะสาวๆ ที่มีคู่ หรือกำลังลุ้นว่าจะมีคู่ ส่วนคนที่เพิ่งอกหัก อาจจะเกลียดวันนี้เข้าไส้เลยก็ได้ T-T
วันนี้พี่อิงนำเรื่องแปลกๆ จะว่าน่ารักด้วยก็ได้ 10 เรื่องเกี่ยวกับเทศกาลวาเลนไทน์มาฝากกัน ดูซิว่าน้องๆ เคยได้ยินข้อใดข้อหนึ่งในนี้มาก่อนไหม แต่พี่อิงไม่เคยได้ยินเลย รู้สึกแปลกใจด้วย
                             .
(ภาพกำแพงในบ้านของจูเลียต ที่คู่รักจะนำกระดาษเขียนข้อความหวานๆ มาติดไว้)

เรื่องที่ 1: จดหมายถึงจูเลียต
เชื่อไหมว่า ทุกวันวาเลนไทน์ของทุกปี เมือง "เวโรนา" ซึ่งเป็นเมืองของโรมิโอกับจูเลียต จะได้รับจดหมายกว่า 1 พันฉบับ จ่าหน้าซองถึงจูเลียต!
ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Letters to Juliet ก็จะพอนึกภาพกันออก ที่ผู้หญิงนิยมส่งจดหมายรักไปที่บ้านของจูเลียตเพื่อปรึกษาปัญหารัก และขอพรให้รักของพวกเขาสมหวัง


เรื่องที่ 2: ของขวัญวาเลนไทน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
รู้ไหมว่าอะไรคือของขวัญวาเลนไทน์ที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดเท่าที่โลกเคยมี…
เฉลย "ทัชมาฮาลไง" ของขวัญชิ้นนี้สร้างโดยพระราชาชาห์จาฮาน เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานตัวแทนความรักอันเป็นนิรันดร์ ที่พระองค์มีต่อพระมเหสี
ทัชมาฮาลเริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1634 และใช้เวลาทั้งหมดเกือบ 22 ปี ใช้แรงงานคนทั้งหมดสองหมื่นคนจากทั่วทั้งอินเดียและประเทศแถบนั้น (เป็นความรักที่ซึ้งสะเทือนใจมากๆ พี่อิงแนะนำให้น้องๆ ไปหาเกร็ดความรู้เรื่องนี้เพิ่มเติมนะจ๊ะ มีสอบด้วยนี่)
เรื่องที่ 3: คนที่ได้รับการ์ดวาเลนไทน์มากที่สุด
ลองเดากันดูว่า ใครจะได้รับการ์ดวาเลนไทน์มากที่สุด…
คุณครูนั่นเอง! ช็อกไหม…มีคนส่งการ์ดวาเลนไทน์หาครูจริงๆ รึ
ลำดับรองลงมาคือ บรรดาลูกที่ได้จากคุณพ่อคุณแม่, คุณแม่, ภรรยา, แฟน และสัตว์เลี้ยง…


เรื่องที่ 4: ความเชื่อวันวาเลนไทน์
เชื่อกันว่า ในวันวาเลนไทน์ ชื่อผู้ชายที่น้องๆ ผู้หญิง ได้ยินเป็นครั้งแรกของวัน ไม่ว่าจะอ่านจากหนังสือพิมพ์ หรือได้ยินจากวิทยุ โทรทัศน์ จะเป็นชื่อของผู้ชายที่น้องจะแต่งงานด้วยในอนาคต
(โอเค ก่อนวันวาเลนไทน์ พี่อิงจะเอาชื่อพร้อมใบหน้าของ โรเบิร์ต แพททินสัน ไปแปะเพดาน เหอๆ)


เรื่องที่ 5: ความเชื่อเรื่องนก
ในยุคสมัยโบราณเลย เชื่อกันว่า ถ้าผู้หญิงคนไหนเห็นนกโรบินบินผ่านศีรษะตัวเองในวันวาเลนไทน์ ก็จะได้แต่งงานกับทหารเรือ
และถ้าผู้หญิงคนไหนเห็นนกกระจอก จะได้แต่งงานกับคนจนแต่มีความสุขตลอดชีวิตการแต่งงาน หรือถ้าได้เห็นนกโกลฟินช์ ก็จะได้แต่งงานกับเศรษฐี!
(แล้วถ้าได้เห็นนกกระจอกเทศล่ะ = =;)


 เรื่องที่ 6: ช้อนแห่งความรัก
ในประเทศเวลส์ ผู้คนสมัยก่อนนิยมให้ช้อนแห่งความรักแก่คนรัก ซึ่งเป็นช้อนไม้ที่แกะสลักลวดลายซับซ้อนแปลกตา
(สวยนะ…แต่ อืม…คนรับน่าจะกลัวมากว่าจะซึ้ง ก็หน้าตามันอย่างกับเครื่องรางกันผี)


รื่องที่ 7: รายจ่าย!
โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ชายจะใช้เงินประมาณ 5 พันบาทสำหรับวันวาเลนไทน์ เพื่อให้เป็นค่ำคืนที่พิเศษสุดสำหรับผู้หญิงที่เขารัก
(ใครได้ช็อคโกแลตขายในเซเว่นแท่งเดียวจากแฟนยกมือขึ้น! แถมแอบกัดไปแล้ว 1 คำ)


 เรื่องที่ 8: วันวาเลนไทน์เมื่อ 700 ปีที่แล้ว
ผู้เชึ่ยวชาญเชื่อว่า วันวาเลนไทน์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความโรแมนติกเลยสักนิด จนกระทั่งราวๆ ศตวรรษที่ 14 ก่อนหน้านี้วันวาเลนไทน์มีไว้สำหรับพิธีทางศาสนาและสวดมนต์เพื่อนักบุญวาเลน ไทน์


เรื่องที่ 9: วันวาเลนไทน์โดนแบน!
บางศาสนาและในบางประเทศ แบนวันวาเลนไทน์! เพราะพวกเขาเชื่อว่า มันกระตุ้นให้เกิดความลุ่มหลงราคะ โดยในปี 2002 และ 2008 ประเทศซาอุดิอาระเบีย แบนวันวาเลนไทน์แหละ


เรื่องที่ 10: ประเทศที่มีวันวาเลนไทน์เยอะที่สุดในโลก
ประเทศเกาหลีใต้! รู้ไหมว่า เกาหลีใต้มีวันแห่งความรักทุกเดือน! แต่วันแห่งความรักที่สำคัญที่สุดอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม และเมษายน
ในเดือนกุมภาพันธ์ ผู้หญิงจะให้ขนมหวานกับผู้ชาย ส่วนในเดือนมีนาคม ผู้ชายจะให้ของตอบแทน แต่ของขวัญนั้นจะไม่ใช่ขนมหรือช็อคโกแลต และเดือนเมษายน จะมีวันที่เรียว่า "Black Day" หรือ "วันสีดำ" สำหรับคนที่โดดเดี่ยวไร้เงาแฟน ไม่ได้ของขวัญจากใคร จะมารวมตัวกินจาจังมยอน (บะหมี่ราดซอสดำ) ที่ร้านอาหารกัน

เป็นไงบ้าง มีใครรู้ครบทุกข้อไหม พี่อิงพนันเลยว่าไม่มี อิอิ…ส่วนใครที่ไม่ได้รับของขวัญวาเลนไทน์ก็อย่าเศร้าใจไปนะ ซื้อของขวัญให้พ่อแม่กันเลย แล้วแนบการ์ดว่า อยากได้ของขวัญบ้าง อะไรบ้าง รับรองว่าวันต่อมา จะได้ของขวัญถูกใจมาวางตรงหน้าแน่นอน! อย่าลืมว่า คนที่รักเราที่สุดในโลกนี้ ก็คือพ่อแม่ของเรานะคะ


ที่มา www.itplaza.co.th